ติดต่อลงโฆษณา ติดต่อลงโฆษณา ติดต่อลงโฆษณา ติดต่อลงโฆษณา

Music Review : โจ้ Simply Me

Music Review : โจ้ Simply Me

Simply Me

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังยืนเลือกแผ่นซีดีอยู่ในร้าน CD Warehouse สาขาเอ็มโพรเรี่ยม ได้ยินเสียงเพลง ‘ อย่าหยุดยั้ง ’ ของวงดิ โอฬาร โปรเจ็กต์ฯ ดังออกมาทางลำโพงมอนิเตอร์ของทางร้านที่ใช้เปิดกระจายเสียงประชาสัมพันธ์เข้าพอดี ฟังแล้วรู้สึกสะดุดหูมาก เพราะเป็นเวอร์ชั่นที่คนอื่นเอาไปร้อง ไม่ใช่เสียงของ ‘ โป่ง ’ ปฐมพงศ์ ที่ผมเคยฟัง สิ่งที่สะดุดหูผมในตอนนั้นก็คือเสียงของคนร้องเพลงนี้ ซึ่งเป็นเสียงที่น่าฟังมากๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เทียบเท่าอารมณ์ดิบเหมือนเสียงของโป่งผู้เป็นต้นฉบับ แต่อารมณ์ของเสียงที่นักร้องคนนี้สอดใส่เข้าไปในเนื้อร้องเพลงนี้มันออกไปอีกทาง เป็น ‘ ทาง ’ ที่ทำให้อารมณ์ของเพลงนี้เบาบางลง แต่ยังคงมีกระแสของความอาทรเป็นห่วงเป็นใยเจือปนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

น่าทึ่งที่จะมีใครสักคนสามารถเปลี่ยนแปลงเพลงๆ หนึ่งให้มีอารมณ์ที่ลึกซึ้งเหมือนเดิม แต่แตกต่างด้วยสัมผัสที่เข้าถึงจิตใจของคนฟังที่ไม่เหมือนกัน แก่นสาระของเพลงนี้ก็คือการปลอบประโลมและให้กำลังใจ ซึ่งทั้งสองเวอร์ชั่นนี้สามารถตีบทออกมาได้แตกกระจายพอกัน เพียงแต่ว่า เวอร์ชั่นของโป่งที่ร้องให้กับวงดิ โอฬาร โปรเจ็กต์ฯ นั้นจะให้ภาพเหมือนเพื่อนกำลังพูดปลอบเพื่อนรุ่นน้องที่มีอายุไม่ห่างกันมาก โดยที่โป่งยืนปลอบอยู่ห่างๆ ไม่ประชิดตัว ไม่โอบกอด แต่อีกเวอร์ชั่นที่ผมได้ยินนั้นมันให้ภาพคล้ายพี่ปลอบน้องที่มีอายุห่างกันมากๆ เป็นเสียงของพี่ชายที่เข้ามานั่งประชิดตัว โอบกอดและปลอบโยนด้วยเสียงกระซิบข้างใบหู พยายามขจัดความโศกเศร้าของน้องให้จางไปอย่างนุ่มนวล ไม่กระแทกพลังลงไปในน้ำเสียงสุดตัว แต่ก็ยังคงตอกเน้นเพื่อกระตุ้นพลังใจในประโยคท้ายๆ ของเพลงให้น้องลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง

เป็นเพลงไทยที่มีความหมายดีมากๆ เพลงหนึ่ง.. ใครเป็นคนร้องกันแน่.?

ผมรีบรุดไปที่เคาเตอร์เพื่อถามหาชื่อของนักร้องและอัลบั้มเพลงชุดนี้ จึงได้รู้ว่า ศิลปินผู้นี้คือ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ ศิลปินนักร้องนำของวงดนตรีไทยที่ชื่อว่าวง Pause และเป็นเพลงที่เขาร้องเอาไว้ในอัลบั้มที่ชื่อว่า Simply Me ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี 2000 แล้ว โอ้.. พระเจ้า ผมพลาดอะไรไปเนี่ย! งานอัลบั้มชุดนี้ออกมาตั้ง 5 ปีแล้วหรือ? (นั่นคือตอนที่ผมเขียนรีวิวซีดีชุดนี้ใหม่ๆ เมื่อปี 2005) นี่แหละคือผลของการดูถูกเพลงไทย เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเลิกฟังเพลงไทยไปแล้ว เมื่อได้นำซีดีอัลบั้มชุดนี้มาเปิดฟังที่บ้านด้วยชุดเครื่องเสียงประจำตัวที่ใช้งานอยู่ จึงได้พบความจริงว่า นี่คือเพชรเม็ดงามที่จมอยู่ใต้แผนดินแห่งความโง่เขลาของผมเองตั้งนาน ในช่วงที่ผ่านมานั้น ถ้าติดตามเพลงไทยมาบ้างผมคงได้เชยชมอัลบั้มชุดนี้ตั้งนานแล้ว โจ้-อัมรินทร์ เป็นใคร? เห็นทีคงต้องตามล่าหาข้อมูลของหนุ่มเสียงใสคนนี้ดูซะหน่อยแล้ว เพราะผลงานของเขา (เข้าหู) เข้าตามาก..

แต่อนิจจา.. ผมเพิ่งจะทราบจากคนที่ติดตามงานของศิลปินผู้นี้มาว่า ปัจจุบันเขาเสียชีวิตไปซะแล้วโดยการทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการยิงตัวตายในลิฟท์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 และอัลบั้มที่อยู่ในมือผมตอนนี้ก็คือผลงานชุดสุดท้ายที่เขาทิ้งเอาไว้

โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ เป็นสมาชิกของวง Pause ซึ่งเป็นวงดนตรีวัยรุ่นที่ประกอบด้วยสมาชิกดั้งเดิมจำนวน 4 คน ได้แก่ นรเทพ มาแสง (เบส), พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ (กีต้าร์, เนื้อร้อง, ทำนอง), นิรุจ เดชบุญ (กลอง) และ อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ (ร้องนำ) ซึ่งสมาชิกสามคนแรกนั้นมีดีกรีทางด้านดนตรีโดยเรียนเอกทางด้านดุริยางคศาสตร์มาก่อน ส่วนโจ้นั้นมีพื้นฐานที่แตกต่างออกไปเพราะจบมาทางวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ได้เข้ามาร่วมงานกันก็เพราะความสามารถในการขับร้องที่โดดเด่นของโจ้เอง เด่นมากขนาดได้รางวัลชนะเลิศได้ถ้วยพระราชทานสาขาขับร้องเดี่ยว ประเภทเยาวชนจากโครงการประกวดฝีมือทางดนตรีของนักศึกษาที่ชื่อว่า โครงการ ไทยแลนด์ โค้ก มิวสิค อะวอร์ด เมื่อปี 2537

หลังจากตระเวนเล่นดนตรีไปได้สักระยะ โจ้และวง Pause ก็ได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัด Bakery Records และมีงานอัลบั้มชุดแรกออกมากับค่ายนี้ชื่อว่า ‘ Push Me Again ’ เป็นอัลบั้มเพลงไทยที่มีกลิ่นอายของดนตรีสากลหลากหลายรสชาติอยู่ในนั้นทั้งร็อค, ฟั๊งก์ และพ๊อพ ซึ่งผลตอบรับนั้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างดีทีเดียว จากนั้นพวกเขาก็มีงานชุดที่สองออกตามมาให้ชื่อว่า ‘ Evo. & Nova ’ ซึ่งคราวนี้ได้มีพัฒนาทางดนตรีเพิ่มขึ้นโดยมีสีสันของเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิคเข้ามาเพิ่ม ช่วยสร้างความเข้มข้นและเพิ่มความหลากหลายในเนื้อหาของเพลงได้มากขึ้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก

งานชุดที่สามของวง Pause ชื่อว่า ‘ mild ’ เป็นการหักมุมทางดนตรีโดยหันมาเล่นสีสันของดนตรีอะคูสติกอย่างเต็มตัว ทำให้งานเพลงในอัลบั้มชุดที่สามนี้มีลักษณะที่แตกต่างไปจากงานสองชุดแรกอย่างชัดเจนและเป็นงานชุดที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดในจำนวนสามชิ้นที่ผ่านมา งานชุด ‘ Simply Me ’ ที่ผมนำมาพูดถึงนี้ถือว่าเป็นงานโซโล่อัลบั้ม (งานเดี่ยว) ของโจ้-อัมรินทร์เต็มตัว ถ้านับรวมเข้ากับงานทั้งหมดของโจ้+วง Pause แล้วก็ถือว่างานชุดนี้เป็นงานอัลบั้มลำดับที่ 5 ในชีวิตที่โจ้ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรร โดยอัลบั้มที่ 4 ซึ่งออกมาก่อนหน้างานชุดนี้ (หลังชุด mild ) นั้นเป็นอัลบั้มรวมงานเพลงที่ผ่านมาของวง Pause ชื่อว่า ‘ Rewind (the complilation) ’

ด้วยเครดิตของรางวัลชนะเลิศประเภทขับร้องเดี่ยวจากงาน โค๊ก มิวสิค อะวอร์ดการันตี ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินเสียงร้องของโจ้แล้วมักจะออกปากชมว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถในการขับร้องอย่างยิ่ง โทนเสียงของเขามีวรรณะออกไปทางเย็นปนอุ่น เนื้อเสียงปานกลาง ไม่หนาและก็ไม่บาง จุดเด่นของเขาก็คือความสามารถในการควบคุมการสวิงของเสียงที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นช่วงโหนขึ้นหรือจะเป็นช่วงโรยลง เขาก็สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของระดับความดังของเสียงให้มีความต่อเนื่องที่ราบรื่นไปได้ตลอดโดยไม่ทำให้โทนเสียงเปลี่ยนไป แม้ว่าโดยน้ำเสียงที่พุ่งลอยออกมานั้นเมื่อฟังแล้วจะรู้สึกว่ามีความสบายและผ่อนคลายอยู่ในนั้น แต่หากคุณเคยหัดร้องเพลงมาบ้างก็จะรู้ว่า ภายใต้น้ำเสียงที่โปร่งโล่งฟังดูผ่อนคลายสบายๆ อย่างนั้น ผู้ร้องต้องใช้พลังในการควบคุมสรีระในการขับร้องมากมายแค่ไหน ซึ่งนั่นแหละคือความสามารถที่เขามีอยู่ในตัว

อีกจุดหนึ่งที่ผมชอบการขับร้องของเขา ก็คือว่าเขาไม่ได้พยายาม ‘ กะแดะ ’ จีบปากจีบคอร้องเหมือนนักร้องวัยรุ่นสมัยนี้ส่วนมากซึ่งมักจะออกสไตล์ดัดจริตเกินเหตุ ฟังแล้วรำคาญหูมาก แต่เสียงร้องของโจ้คนนี้น่าฟังมาก เป็นแนวการร้องที่ควรจะเอาเยี่ยงอย่าง

เพลงทั้ง 10 เพลงในอัลบั้มชุดนี้เป็นเพลงเก่าระดับหัวกระทิทั้งสิ้น เห็นรายชื่อเพลงทั้งหมดแล้วต้องยกนิ้วให้คนคัดเพลงไปเลยสองนิ้วโป้งพร้อมกัน มีทั้งเพลงลูกทุ่ง, ลูกกรุง, ร็อค, พ๊อพ และเพื่อชีวิตครบถ้วน ลีลาดนตรีของแต่ละเพลงก็ไม่โดด การเรียบเรียงดนตรีทั้งสิบแทรคมีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ฟังได้ไม่สะดุด มีเสียงเปียโนฝีมือของภิทรู พลชนะ (เล่นคีย์บอร์ดคลอด้วย) ผสานกับเสียงกีต้าร์โปร่งของธีร์ ไชยเดชเป็นตัวนำ โดยมีเสียงเบสของนรเทพ มาแสงกับเสียงเพอร์คัสชั่นของกฤษฎ์ ธรรมโชติกาช่วยคลอเคลียสร้างความสมบูรณ์ให้กับเพลง ซึ่งต้องขอชมในแง่ของการเรียบเรียงดนตรีที่ทำได้ค่อนข้าง ‘ เนียน ’ มาก คือถ้าฟังเผินๆ จะรู้สึกว่าถูกเสียงร้องดึงดูดอารมณ์ไปโดดๆ แต่หากพินิจพิเคราะห์สักนิดก็จะเริ่มสัมผัสได้กับ ‘ลีลา’ ทางเชิงชั้นของภาคดนตรีที่แอบซ่อนอยู่ใต้เสียงร้องนำลงไปอีกเลเยอร์นึงได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ภาคดนตรีที่เรียบเรียงพื้นๆ แค่เป็นฉากหลังให้กับเสียงร้องเท่านั้นนะครับ แต่มันเป็นภาคดนตรีที่ช่วยเสริมส่งอารมณ์ของเพลงได้ลงตัวดีทีเดียวแหละ

เหมือนภาพวิวมุมกว้างของท้องทุ่งที่ถ่ายตอนหลังฝนตก รายละเอียดในนั้นจะไม่โด่เด่ออกมาชี้ชัดนัก แต่ทุกจุดที่นัวๆ อยู่ภาพนั้นล้วนมีส่วนช่วยสะท้อนอารมณ์ของภาพนั้นออกมาทั้งสิ้น ซึ่งเป็นภาคดนตรีที่ออกแบบไว้ได้เหมาะสมลงตัวกับเสียงร้องของโจ้มากทีเดียว ผลก็คือ เพลงคัพเวอร์ที่น่าฟังที่สุดอัลบั้มหนึ่งในประวัติศาสตร์เพลงไทยเท่าที่เคยมีการทำอัลบั้มประเภทนี้มา.!

ที่ดีเกินคาดและมีผลต่อความไพเราะของอัลบั้มชุดนี้มากๆ ก็คือคุณภาพเสียงนี่แหละครับ นับว่าเป็นซีดีเพลงไทยอีกชุดหนึ่งที่บันทึกเสียงร้องได้ดีมาก ซึ่งลักษณะของเสียงไม่ดีที่ผมใช้ในการวัดผลนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะด้วยกัน อย่างแรกก็คือ เป็นเสียงที่มีความเพี้ยนทางอิเล็กทรอนิคเข้ามาปะปนอยู่ในเสียงเลย ตัวอย่างอันแรกก็ได้แก่พวกเสียงซิบๆ ที่ติดมากับปลายเสียงตัวซ. โซ่และส. เสือ ซึ่งอาจจะเกิดจากมีสัญญาณรบกวนเข้ามาในขั้นตอนผลิตแผ่น อย่างเช่นสัญญาณ RFI และสัญญาณ EMI ที่เข้ามาทางสายสัญญาณและทางไฟฟ้า ส่วนอาการเสียงซิบๆ อีกแบบหนึ่งที่เกิดจากการ overload ของสัญญาณเองซึ่งจะทำให้เกิดการ clip ที่จุดพีคของสัญญาณเสียงขึ้น

นั่นเป็นความเพี้ยนทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิค..

ส่วนลักษณะของเสียงที่ไม่ดีแบบที่สองก็คือเป็นเสียงที่แสดงความผิดเพี้ยนในเชิงกายภาพของเสียงเอง อันนี้อาจจะเข้าใจยาก ยกตัวอย่างเช่น เนื้อเสียงของเสียงเบสกีต้าร์ซึ่งตามธรรมชาตินั้นจะมีความ ‘หนาแน่น’ มากกว่าเสียงกีต้าร์โปร่ง และเสียงของเชลโล่ก็จะมีเนื้อมวลที่ ‘หนาแน่น’ มากกว่าเสียงของกีต้าร์เบส อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ในธรรมชาตินั้น เสียงของเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะมี ‘ความหนาแน่น’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมันอยู่แล้ว เมื่อฟังจากการบันทึกเสียงแล้ว หากพบว่า เสียงเครื่องดนตรีที่ได้ยินมีความ ‘หนาแน่น’ ผิดไปจากที่มันควรจะเป็นตามธรรมชาติ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นเสียงที่ไม่ดี แต่ถ้าวัดโดยความรู้สึกของคนทั่วไปแล้ว ความไม่ดีของเสียงที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุแรก คือมีความเพี้ยนจากระบบไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิคเข้ามาปะปนมักจะฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกน่ารำคาญต่อระบบประสาทหู ซึ่งผิดกับความไม่ดีของเสียงแบบที่สอง ซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยสนใจจุดนี้นัก แต่ถ้าปราศจากความผิดเพี้ยนในแบบที่สองแล้ว ความไพเราะของดนตรีจะมีเพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว เพราะเสียงกีต้าร์โปร่งก็จะเป็นกีต้าร์โปร่ง, เสียงกีต้าร์เบสก็จะเป็นกีต้าร์เบส, เสียงเชลโล่ก็จะเป็นเชลโล่ นั่นคือทำให้ตัวตนของเพลงมีชีวิตเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์

ดนตรีเป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ.. ถ้าสามารถสัมผัสมันได้แล้ว มันจะอยู่กับคุณตลอดไป..!

เสียงร้องของโจ้บันทึกได้ดี ไม่มีความผิดเพี้ยนในเชิงไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคเข้าไปรบกวนมากนัก มีผลให้เนื้อเสียงมีความสะอาด เนียน พิสูจน์ได้จากความรู้สึกรื่นหู รู้สึกสบายและผ่อนคลาย เข้าถึงอารมณ์ของเนื้อร้องได้อย่างลึกซึ้ง แม้จะเปิดดังๆ ก็ไม่รู้สึกรำคาญ ช่วงที่เขาสวิงเสียงโหนขึ้นโน้ตสูงๆ ก็ไม่มีอาการอั้นตื้อ ทำให้อารมณ์ของเพลงไม่ถูกขีดจำกัดเอาไว้ สามารถทะยานตามเสียงร้องไปได้จนสุดขั้ว เสียงดนตรีชิ้นอื่นๆ ก็บันทึกได้ดีพอสมควร เสียงเปียโนและกีต้าร์มีความเป็นธรรมชาติพอสมควร ฟังแล้วไม่หลง รู้ว่าเป็นเปียโนและกีต้าร์ ส่วนเสียงที่ขาดหายไปและถือว่าบันทึกได้แย่ที่สุดสำหรับอัลบั้มชุดนี้ก็คือเสียงเบส ซึ่งหาตัวตนไม่ค่อยเจอเลย

ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ที่ดูแลการบันทึกเสียงงานชุดนี้มีอยู่ด้วยกันถึง 3 คนคือ สุรชัย เยื้องทัพ, วิจักขณ์ จันทร์เมือง และ วัชรินทร์ อัครขจรฤทธิ์ ส่วนคนหลังนี้ทำหน้าที่มาสเตอริ่ง-เอ็นจิเนียร์ด้วย บันทึกเสียงที่ห้องอัด Kamol Studio ราคาข้างกล่องแผ่นละ 300 บาท แต่ฟังแล้วคุ้มครับ.. ขอแนะนำเป็นอันขาด!

By: Thanee (21-9-2007) musicrec.com

  Admin (อ่าน 179 | ตอบ 0 )   Time Date 21/09/2021 16:02:56
ต้องการซื้อขายเครื่องเสียงมือสอง เชิญที่นี่
Top